
จุดกำเนิดของประวัติศาสตร์ดนตรี ยากที่จะมีใครสรุปผลเป็นหลักฐานได้แน่นอน ว่าใครเป็นคนแรก ที่คิดค้นสร้างขึ้นมา นอกจากจะสันนิษฐานตามหลักฐานอะไรบางอย่าง เช่น ภาพวาดตามฝาผนังถ้ำ เป็นต้น แต่ความจริงแล้ว "ดนตรี" เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการกำเนิด "โลก" เลยทีเดียว "ธรรมชาติ" นั่นเอง คือผู้สร้างสรรค์ดนตรี เสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมพัด ใบไม้ไหว น้ำเซาะแก่งหิน ฯลฯ ล้วนเป็นเสียงดนตรี ที่ไพเราะทั้งสิ้น และถ้าจะถามกันต่อไปอีกว่า ใครเป็นผู้ให้กำเนิดเสียงร้องเพลงเป็นคนแรก ก็เห็นจะต้องตอบว่า เสียงร้องเพลงเกิดขึ้นจาก แมลงและนกตัวแรกของโลก ที่ส่งเสียงขับขาน เป็นทำนองไพเราะ และแทบไม่น่าเชื่อเลยที่ว่า แมลงและนกเหล่านั้น รู้จักเสียงประสานได้เป็นอย่างดี
เราจึงอาจกล่าวได้ว่า "มนุษย์" ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" แต่เป็นผู้ที่ฟังและชื่นชม กับเสียงเหล่านั้น มนุษย์จึงพยายามที่จะเลียนแบบ ออกมาในรูปลักษณะต่างๆ เช่น การสร้างเครื่องดนตรี, การขับร้อง, เสียงประสาน, การประพันธ์เพลง ฯลฯ เป็นต้น และก็มาถึงปัญหาที่ว่า มนุษย์คนใด คือผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" เรื่องราวของการกำเนิดดนตรีต่อไปนี้ จะเป็นการสันนิษฐาน ของนักวิชาการเท่านั้น ยังหาข้อสรุปไม่ได้แน่นอน จวบจนกระทั่ง ยุคที่มีการจารึกทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวและความเป็นมาของดนตรี จึงเริ่มมีประวัติศาสตร์ที่แน่นอน ถูกต้อง และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ถึงวิวัฒนาการของดนตรีในปัจจุบัน
ดนตรีของมนุษย์ยุคหิน
เรามาเริ่มต้นกันที่มนุษย์สมัยหิน เดิมทีพวกเขาใช้การส่งเสียงออกจากลำคอเพื่อสื่อภาษา จากนั้นเขาค่อยๆ เรียนรู้การสร้างคำพูด จนกระทั่ง ภาษาได้อุบัติขึ้น เมื่อเขาพูดผ่านอากาศ เพื่อให้ผู้อื่นรับฟังนั้น เขาก็สังเกตถึง วิธีเปล่งเสียงในแบบต่างๆ เช่น ดัง-ค่อย, สูง-ต่ำ จากสิ่งนี้เอง อาจกล่าวได้ว่า ภาษาพูดเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิด การพัฒนาการเปล่งเสียงขับร้อง ช่วงเวลาผ่านไป มนุษย์ก็คิดค้น "เสียง" ที่เกิดจากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่เสียงของเขาเอง เป็นต้นว่า นำเอาหนังสัตว์ มาขึงไว้กับซุงกลอง แล้วใช้เคาะ, ตี ให้เกิดเสียงดัง หรือไม่ก็ตบมือ หรือตีไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พวกเขาคงจะรู้สึกสนุกสนาน ที่สามารถเปลี่ยนเสียงดังเหล่านั้น ให้แตกต่างกันได้ บางคนอาจทดลอง เป่าหลอดไม้ไผ่ หรือหญ้าที่ลำต้นเป็นรูกลวง สิ่งเหล่านี้ คือที่มาของกลองและเครื่องเป่าต่างๆ ดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคแรก จึงมีทั้งเครื่องจังหวะ และเครื่องเล่นเสียงทำนอง
หลักฐานแรกที่พอจะหาได้ คือ ภาพวาดในถ้ำ ที่ Ariege ในประเทศฝรั่งเศส เป็นภาพวาด ก่อนประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึง นายพรานใส่ชุดหนังสัตว์ กำลังจะล่ากวางเรนเดียร์ ในมือของเขา มีคันธนู เขาจรดมันไว้ที่ปาก และดีดสาย จากภาพนี้ นักวิชาการทั้งหลายให้ความเห็นว่า นายพรานผู้นั้น ไม่ได้ใช้ธนูเพื่อการล่าสัตว์ แต่เขาดีดสายธนู เพื่อให้เกิดเป็นเสียงดนตรี จุดประสงค์เพื่อ ทำให้กวางฟังแล้ว รู้สึกเคลิบเคลิ้มหยุดฟัง จากนั้น นายพรานอีกผู้หนึ่ง ก็คงจะใช้หอก พุ่งแทงได้สะดวก การสันนิษฐาน จึงเกิดขึ้นมาว่า ดนตรีที่ถือกำเนิดในยุคแรกๆ นั้น ถูกใช้เสมือนเป็นอำนาจเวทมนต์ มากกว่าเป็นดนตรี เพื่อฟังให้เพลิดเพลินส่วนตัว การปรบมือ ตะโกน กระทบเท้า ตีกลอง ฯลฯ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง อำนาจลึกลับ ว่าสามารถทำให้ฝนตก พืชผลเจริญงอกงาม รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือทำให้ สัตว์ร้ายเชื่องลง ฯลฯ
เครื่องดนตรีสมัยแรก
ยุคต่อมา ก็เริ่มพัฒนาการสร้างสรรค์เสียงดนตรี พวกเขาสร้างกระบอกใส่เมล็ดพืช สำหรับเขย่า ให้เกิดเสียงดัง สร้างฮาร์พขึ้นจากคันธนูสมัยเดิม แต่ขึงสายมากขึ้นกว่าเดิม สายแต่ละเส้น มีความยาว แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ สร้างกล่องกลอง และขึงสายเอ็นบนนั้นเพื่อใข้ดีด ซึ่งต่อมาได้พัฒนา กลายเป็นกีตาร์และไวโอลิน สร้างหลอดเป่าจากกระดูกสัตว์ ไม้ไผ่ อาจมีหลายๆ ขนาด สั้น-ยาวต่างกัน นำมาผูกติดกันไว้ ต่อมาก็พัฒนากลายเป็นเครื่องเป่าประเภทต่างๆ เช่น ฟลุ้ต เป็นต้น เมื่อถึงยุคโลหะ ก็มีการพัฒนาฉาบ สร้างเครื่องเป่าจากโลหะ และพัฒนาตนเองกลายเป็นทรัมเปตในยุคต่อไป ส่วนการที่จะบ่งชัดให้เห็นถึงลำดับขั้น ของการกำเนิดเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้น ยังไม่มีใคร บอกได้อย่างชัดเจน นอกจากจะเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น
ดนตรีที่พอจะหาหลักฐานได้ชัดเจน เริ่มต้นจากสมัยอียิปต์เรืองอำนาจ ยุคนั้นเข้าใจว่า กลองและฟลุ้ต ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ชาวอียิปต์และบาบีโลเนียโบราณค้นพบว่า เครื่องดนตรีหลายๆ ชนิด สามารถนำมาเล่นเปล่งเสียงพร้อมๆ กันได้ พวกเขาได้นำดนตรีหลายๆ อย่าง มาบรรเลงร่วมกันในวัด เพื่อบูชาและสรรเสริญพระเจ้า ในพระราชวัง เพื่อสรรเสริญเกียรติยศของกษัตริย์ ชาวอียิปต์และจีน ได้รับการยกย่องเป็น ผู้ให้กำเนิดเครื่องดนตรี มากมายหลายประเภท
ดนตรีในพระคัมภีร์เก่า
ตามข้อความในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) ของศาสนาโรมันคาธิลิคนั้น นับว่าใช้เป็นหลักฐานทางดนตรีได้อย่างดี พระคัมภีร์เก่า ได้กล่าวถึงดนตรี ที่ใช้เล่นในชีวิตของคนยุคนั้น อย่างมากมาย เป็นดนตรีที่เกี่ยวพันกับเวทมนต์ ความเชื่อในพระเจ้าของชาวฮิบรู คือ พระยะโฮวา และพระเจ้าองค์อื่นๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ข้อความที่ว่า มีการใช้ทรัมเปต เป่าทำลายกำแพงเมืองเจอรีโก แสดงให้เห็นถึอำนาจของดนตรี ที่มหัศจรรย์ยิ่ง การที่เดวิดดีดฮาร์พ (harp) ระงับความโกรธ ของกษัตริย์ซาอูล (Saul)
พิธีฉลอง หรืองานเทศกาลต่างๆ ยุคนั้นต้องใช้ดนตรี และการเต้นรำอยู่เสมอ ตามความในพระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง บทเพลงสวดของกษัตริย์เดวิด ที่ขับร้องโดยคณะนักขับชาวยิวและคริสเตียน บทเพลงเหล่านี้ เมื่อถูกเผยแพร่ออกไป ตามแหล่งต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ถ้าใคร ไปยังสุเหร่าของชาวยิวในปัจจุบัน ก็จะพบกับทำนองเพลงสวด ขนานแท้และดั้งเดิม ที่ไม่แตกต่างไปจากยุคแรก จึงนับได้ว่า พระคัมภีร์เก่า ได้จารึกหลักฐานทางดนตรี ไว้อย่างชัดเจน จนสามารถใช้เป็นสิ่งอ้างอิงประวัติ และที่มาของดนตรีสมัยปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากแนวทำนอง (melody) และเสียงประสาน (harmony) ที่ใช้กับบทเพลงสวดเหล่านั้นแล้ว พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง เครื่องดนตรีอีกมาก บางอย่างอาจเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยิน แต่พอที่จะสืบสาวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทใด เช่น โชฟาร์ (Shofar) คือ ทรัมเปต (Trumpet) ในปัจจุบัน, ชวาม (Shawm) คือ ปี่ ที่มีลิ้น, พซัลเตอร์รี่ (Psalterie) คือ ฮาร์พ (Harp) และทาบอร์ (Tabor) คือ กลอง
ทรัมเปต ที่เรียกว่า โชฟาร์ ยังคงใช้เป่าในเทศกาลปีใหม่ของชาวยิวในปัจจุบัน
ดนตรีในประเทศกรีซและกรุงโรม
ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีความสามารถ สร้างตึกรามบ้านช่องได้สวยงามทนทาน อนุสาวรีย์ใหญ่โต มีบทกวีและบทละครที่ยิ่งใหญ่ จนมีอนุสรณ์ตกทอด มาให้เห็นกันในยุคนี้ แต่ดนตรีของพวกเขา กลับมีอยู่น้อยมาก และไม่ค่อยมีค่ามากนัก มรดกทางดนตรีของกรีกได้แก่ การค้นพบวิธีการอ่านโน้ต โดยใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนโน้ต และวิธีการเขียนตัวอักษรเหล่านั้นไว้บนเนื้อร้อง เพื่อให้รู้ว่า บทเพลงนั้น มีทำนองอย่างไร ซึ่งนับได้ว่า เป็นมรดกชิ้นสำคัญเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับอียิปต์ บาบิโลเนีย หรือจีนแล้ว นับว่ายังก้าวหน้าน้อยกว่ามาก
เครื่องดนตรีหลักของกรีก คือ กิตารา (Kithara) และออโลส (Aulos) กิตารานั้นก็คือ ไลร์ (Lyre) ที่คนไทยเรียกันว่า พิณ นั่นเอง ใช้ในการเล่นประกอบการขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ส่วนออโลส (เครื่องเป่ามีลักษณะเป็นหลอดคู่) นั้น มักใช้ในการเล่นประกอบการเต้นรำ ดนตรีที่มีส่วนสำคัญ ในละครของชาวกรีกคือ การขับร้องหมู่ประสานเสียง (chorus) ใช้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของบทละคร และบทละครของกรีก ก็เป็นเรื่องเชื่อมั่นในพระเจ้า ดังนั้น ดนตรีจึงเสมือนเป็น ตัวแทนของอำนาจเวทมนต์ และการเชื่อมโยงของมนุษย์กับพระเจ้า
ส่วนชาวโรมัน นิยมใช้ดนตรีเป็นสื่อแห่งความบันเทิง มากกว่าในพิธีทางศาสนา กรุงโรมเป็นแหล่งกำเนิดของละครเร่ ที่เดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง คนยากจนหรือคนธรรมดาสามัญ มีสิทธิที่จะเป็นผู้เล่นละครเร่ และมีสิทธิที่จะให้ความบันเทิง กับชาวบ้านทั่วไป ด้วยแนวความคิดนี้ "ดนตรี" จึงไม่ใช่งานของพระราชวัง และวัดเพียงอย่างเดียว คณะละครเร่ จึงถือเสมือนว่า เป็นมินสเตรล (minstrels = ผู้ร้องเพลง นักดนตรีที่เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ) แรกของโลก
การศึกษาประวัติดนตรีต่อจากนี้ ไม่ใช่เรื่องสันนิษฐานต่อไปอีกแล้ว เพราะหลักฐานที่พร้อมมูล ดังที่ได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ สามารถทำให้นักวิชาการ สืบสาวราวเรื่องดนตรี ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ปัญหาก็คือ ประวัติดนตรีไม่สามารถแบ่งออกเป็นยุค หรือเป็นสัดส่วนอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ดนตรีแต่ละยุค หรือแต่ละสมัย จะมีสิ่งที่ซ้อนหรือสวนทางกันอยู่ เช่น ช่วงเวลาหนึ่ง ประเทศหนึ่ง อาจจะมีดนตรีที่พัฒนาไปมาก แต่อีกประเทศหนึ่ง อาจจะล้าหลัง หรือพัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง การศึกษาประวัติดนตรี จึงควรจะมองความเป็นจริงของแต่ละประเทศ หรือแต่ละทวีป มากกว่าที่จะไปจดจำ เป็นช่วงเวลา (period) อย่างไรก็ตาม มีผู้แบ่งดนตรีออกแบ่งแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ทราบถึงความเป็นไปของดนตรีโดยคร่าวๆ เสียก่อน ซึ่งผมก็จะพยายาม นำเอาแนวทางของช่วงเวลา ที่เขาแบ่งไว้นี้ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่าน จะได้ไม่สับสน เมื่อผู้อ่านเข้าใจแล้ว ก็จะเจาะดนตรีของแต่ละประเทศหรือแต่ละทวีปให้ละเอียดต่อไป
ประวัติศาสตร์ของดนตรี สามารถแบ่งออกอย่างกว้างๆ ได้ดังนี้
ยุคโบราณ สมัยดนตรีถือกำเนิดขึ้นมา
ยุคกลางสมัยแรก (Early Medieval Music) จากสมัยเริ่มต้น จนกระทั่งถึง ค.ศ.1300
ยุคศิลปสมัยใหม่ และเรอเนซอง (Ars Nova (New Art) and Renaissane) ประมาณ ศตวรรษที่ 14 ถึง 16
ยุคฮิวมานิซึ่ม (The Age of Humanism) ประมาณ ค.ศ.1540-1630
ยุคคลอเริล (Choral Style) ประมาณ ช่วงปลายศตวรรษที่ 16
ยุคทองของโอเปรา (Opera) จาก ค.ศ.1600
ยุคดนตรีบรรเลง (Growth of Instrumental Music) ศตวรรษที่ 17
ยุคเริ่มต้นของดนตรีศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงดนตรีของเพอร์เซล (Purcell), บาค (Bach), แฮนเดิล (Handel) ฯลฯ จากช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18
ยุคพัฒนาการของ โซนาตา และซิมโฟนี่ (The Development of the Sonata and Symphony) ประมาณ กลางศตวรรษที่ 18 ถึง ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคของไฮเดิน (Haydn), โมซาร์ท (Mozart) และ เบโธเฟ่น (Beethoven)
ยุคโรแมนติค (Romanticism) ศตวรรษที่ 19
ยุคโมเดิร์น (Modern Music) จากช่วงปี ค.ศ.1890 ถึง ปัจจุบัน
ยุคดนตรีที่ถือว่า สำคัญที่สุด 3 ยุค ได้แก่
ยุคคลาสสิค (Classical) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 16-18
ยุคโรแมนติค (Romantic) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 19 ถึง ประมาณปี ค.ศ.1900
ยุคโมเดิร์น (Modern) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 20
คำว่า "โมเดิร์น" นั้น ไม่ควรแปลว่า "สมัยใหม่" เพราะเป็นชื่อยุค ถ้าเขียนว่าสมัยใหม่แล้ว ผู้อ่านอาจจะสับสน อาจจะคิดถึงดนตรีป๊อปหรือร็อคในปัจจุบัน
เราจึงอาจกล่าวได้ว่า "มนุษย์" ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" แต่เป็นผู้ที่ฟังและชื่นชม กับเสียงเหล่านั้น มนุษย์จึงพยายามที่จะเลียนแบบ ออกมาในรูปลักษณะต่างๆ เช่น การสร้างเครื่องดนตรี, การขับร้อง, เสียงประสาน, การประพันธ์เพลง ฯลฯ เป็นต้น และก็มาถึงปัญหาที่ว่า มนุษย์คนใด คือผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" เรื่องราวของการกำเนิดดนตรีต่อไปนี้ จะเป็นการสันนิษฐาน ของนักวิชาการเท่านั้น ยังหาข้อสรุปไม่ได้แน่นอน จวบจนกระทั่ง ยุคที่มีการจารึกทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวและความเป็นมาของดนตรี จึงเริ่มมีประวัติศาสตร์ที่แน่นอน ถูกต้อง และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ถึงวิวัฒนาการของดนตรีในปัจจุบัน
ดนตรีของมนุษย์ยุคหิน
เรามาเริ่มต้นกันที่มนุษย์สมัยหิน เดิมทีพวกเขาใช้การส่งเสียงออกจากลำคอเพื่อสื่อภาษา จากนั้นเขาค่อยๆ เรียนรู้การสร้างคำพูด จนกระทั่ง ภาษาได้อุบัติขึ้น เมื่อเขาพูดผ่านอากาศ เพื่อให้ผู้อื่นรับฟังนั้น เขาก็สังเกตถึง วิธีเปล่งเสียงในแบบต่างๆ เช่น ดัง-ค่อย, สูง-ต่ำ จากสิ่งนี้เอง อาจกล่าวได้ว่า ภาษาพูดเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิด การพัฒนาการเปล่งเสียงขับร้อง ช่วงเวลาผ่านไป มนุษย์ก็คิดค้น "เสียง" ที่เกิดจากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่เสียงของเขาเอง เป็นต้นว่า นำเอาหนังสัตว์ มาขึงไว้กับซุงกลอง แล้วใช้เคาะ, ตี ให้เกิดเสียงดัง หรือไม่ก็ตบมือ หรือตีไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พวกเขาคงจะรู้สึกสนุกสนาน ที่สามารถเปลี่ยนเสียงดังเหล่านั้น ให้แตกต่างกันได้ บางคนอาจทดลอง เป่าหลอดไม้ไผ่ หรือหญ้าที่ลำต้นเป็นรูกลวง สิ่งเหล่านี้ คือที่มาของกลองและเครื่องเป่าต่างๆ ดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคแรก จึงมีทั้งเครื่องจังหวะ และเครื่องเล่นเสียงทำนอง
หลักฐานแรกที่พอจะหาได้ คือ ภาพวาดในถ้ำ ที่ Ariege ในประเทศฝรั่งเศส เป็นภาพวาด ก่อนประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึง นายพรานใส่ชุดหนังสัตว์ กำลังจะล่ากวางเรนเดียร์ ในมือของเขา มีคันธนู เขาจรดมันไว้ที่ปาก และดีดสาย จากภาพนี้ นักวิชาการทั้งหลายให้ความเห็นว่า นายพรานผู้นั้น ไม่ได้ใช้ธนูเพื่อการล่าสัตว์ แต่เขาดีดสายธนู เพื่อให้เกิดเป็นเสียงดนตรี จุดประสงค์เพื่อ ทำให้กวางฟังแล้ว รู้สึกเคลิบเคลิ้มหยุดฟัง จากนั้น นายพรานอีกผู้หนึ่ง ก็คงจะใช้หอก พุ่งแทงได้สะดวก การสันนิษฐาน จึงเกิดขึ้นมาว่า ดนตรีที่ถือกำเนิดในยุคแรกๆ นั้น ถูกใช้เสมือนเป็นอำนาจเวทมนต์ มากกว่าเป็นดนตรี เพื่อฟังให้เพลิดเพลินส่วนตัว การปรบมือ ตะโกน กระทบเท้า ตีกลอง ฯลฯ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง อำนาจลึกลับ ว่าสามารถทำให้ฝนตก พืชผลเจริญงอกงาม รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือทำให้ สัตว์ร้ายเชื่องลง ฯลฯ
เครื่องดนตรีสมัยแรก
ยุคต่อมา ก็เริ่มพัฒนาการสร้างสรรค์เสียงดนตรี พวกเขาสร้างกระบอกใส่เมล็ดพืช สำหรับเขย่า ให้เกิดเสียงดัง สร้างฮาร์พขึ้นจากคันธนูสมัยเดิม แต่ขึงสายมากขึ้นกว่าเดิม สายแต่ละเส้น มีความยาว แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ สร้างกล่องกลอง และขึงสายเอ็นบนนั้นเพื่อใข้ดีด ซึ่งต่อมาได้พัฒนา กลายเป็นกีตาร์และไวโอลิน สร้างหลอดเป่าจากกระดูกสัตว์ ไม้ไผ่ อาจมีหลายๆ ขนาด สั้น-ยาวต่างกัน นำมาผูกติดกันไว้ ต่อมาก็พัฒนากลายเป็นเครื่องเป่าประเภทต่างๆ เช่น ฟลุ้ต เป็นต้น เมื่อถึงยุคโลหะ ก็มีการพัฒนาฉาบ สร้างเครื่องเป่าจากโลหะ และพัฒนาตนเองกลายเป็นทรัมเปตในยุคต่อไป ส่วนการที่จะบ่งชัดให้เห็นถึงลำดับขั้น ของการกำเนิดเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้น ยังไม่มีใคร บอกได้อย่างชัดเจน นอกจากจะเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น
ดนตรีที่พอจะหาหลักฐานได้ชัดเจน เริ่มต้นจากสมัยอียิปต์เรืองอำนาจ ยุคนั้นเข้าใจว่า กลองและฟลุ้ต ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ชาวอียิปต์และบาบีโลเนียโบราณค้นพบว่า เครื่องดนตรีหลายๆ ชนิด สามารถนำมาเล่นเปล่งเสียงพร้อมๆ กันได้ พวกเขาได้นำดนตรีหลายๆ อย่าง มาบรรเลงร่วมกันในวัด เพื่อบูชาและสรรเสริญพระเจ้า ในพระราชวัง เพื่อสรรเสริญเกียรติยศของกษัตริย์ ชาวอียิปต์และจีน ได้รับการยกย่องเป็น ผู้ให้กำเนิดเครื่องดนตรี มากมายหลายประเภท
ดนตรีในพระคัมภีร์เก่า
ตามข้อความในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) ของศาสนาโรมันคาธิลิคนั้น นับว่าใช้เป็นหลักฐานทางดนตรีได้อย่างดี พระคัมภีร์เก่า ได้กล่าวถึงดนตรี ที่ใช้เล่นในชีวิตของคนยุคนั้น อย่างมากมาย เป็นดนตรีที่เกี่ยวพันกับเวทมนต์ ความเชื่อในพระเจ้าของชาวฮิบรู คือ พระยะโฮวา และพระเจ้าองค์อื่นๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ข้อความที่ว่า มีการใช้ทรัมเปต เป่าทำลายกำแพงเมืองเจอรีโก แสดงให้เห็นถึอำนาจของดนตรี ที่มหัศจรรย์ยิ่ง การที่เดวิดดีดฮาร์พ (harp) ระงับความโกรธ ของกษัตริย์ซาอูล (Saul)
พิธีฉลอง หรืองานเทศกาลต่างๆ ยุคนั้นต้องใช้ดนตรี และการเต้นรำอยู่เสมอ ตามความในพระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง บทเพลงสวดของกษัตริย์เดวิด ที่ขับร้องโดยคณะนักขับชาวยิวและคริสเตียน บทเพลงเหล่านี้ เมื่อถูกเผยแพร่ออกไป ตามแหล่งต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ถ้าใคร ไปยังสุเหร่าของชาวยิวในปัจจุบัน ก็จะพบกับทำนองเพลงสวด ขนานแท้และดั้งเดิม ที่ไม่แตกต่างไปจากยุคแรก จึงนับได้ว่า พระคัมภีร์เก่า ได้จารึกหลักฐานทางดนตรี ไว้อย่างชัดเจน จนสามารถใช้เป็นสิ่งอ้างอิงประวัติ และที่มาของดนตรีสมัยปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากแนวทำนอง (melody) และเสียงประสาน (harmony) ที่ใช้กับบทเพลงสวดเหล่านั้นแล้ว พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง เครื่องดนตรีอีกมาก บางอย่างอาจเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยิน แต่พอที่จะสืบสาวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทใด เช่น โชฟาร์ (Shofar) คือ ทรัมเปต (Trumpet) ในปัจจุบัน, ชวาม (Shawm) คือ ปี่ ที่มีลิ้น, พซัลเตอร์รี่ (Psalterie) คือ ฮาร์พ (Harp) และทาบอร์ (Tabor) คือ กลอง
ทรัมเปต ที่เรียกว่า โชฟาร์ ยังคงใช้เป่าในเทศกาลปีใหม่ของชาวยิวในปัจจุบัน
ดนตรีในประเทศกรีซและกรุงโรม
ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีความสามารถ สร้างตึกรามบ้านช่องได้สวยงามทนทาน อนุสาวรีย์ใหญ่โต มีบทกวีและบทละครที่ยิ่งใหญ่ จนมีอนุสรณ์ตกทอด มาให้เห็นกันในยุคนี้ แต่ดนตรีของพวกเขา กลับมีอยู่น้อยมาก และไม่ค่อยมีค่ามากนัก มรดกทางดนตรีของกรีกได้แก่ การค้นพบวิธีการอ่านโน้ต โดยใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนโน้ต และวิธีการเขียนตัวอักษรเหล่านั้นไว้บนเนื้อร้อง เพื่อให้รู้ว่า บทเพลงนั้น มีทำนองอย่างไร ซึ่งนับได้ว่า เป็นมรดกชิ้นสำคัญเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับอียิปต์ บาบิโลเนีย หรือจีนแล้ว นับว่ายังก้าวหน้าน้อยกว่ามาก
เครื่องดนตรีหลักของกรีก คือ กิตารา (Kithara) และออโลส (Aulos) กิตารานั้นก็คือ ไลร์ (Lyre) ที่คนไทยเรียกันว่า พิณ นั่นเอง ใช้ในการเล่นประกอบการขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ส่วนออโลส (เครื่องเป่ามีลักษณะเป็นหลอดคู่) นั้น มักใช้ในการเล่นประกอบการเต้นรำ ดนตรีที่มีส่วนสำคัญ ในละครของชาวกรีกคือ การขับร้องหมู่ประสานเสียง (chorus) ใช้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของบทละคร และบทละครของกรีก ก็เป็นเรื่องเชื่อมั่นในพระเจ้า ดังนั้น ดนตรีจึงเสมือนเป็น ตัวแทนของอำนาจเวทมนต์ และการเชื่อมโยงของมนุษย์กับพระเจ้า
ส่วนชาวโรมัน นิยมใช้ดนตรีเป็นสื่อแห่งความบันเทิง มากกว่าในพิธีทางศาสนา กรุงโรมเป็นแหล่งกำเนิดของละครเร่ ที่เดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง คนยากจนหรือคนธรรมดาสามัญ มีสิทธิที่จะเป็นผู้เล่นละครเร่ และมีสิทธิที่จะให้ความบันเทิง กับชาวบ้านทั่วไป ด้วยแนวความคิดนี้ "ดนตรี" จึงไม่ใช่งานของพระราชวัง และวัดเพียงอย่างเดียว คณะละครเร่ จึงถือเสมือนว่า เป็นมินสเตรล (minstrels = ผู้ร้องเพลง นักดนตรีที่เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ) แรกของโลก
การศึกษาประวัติดนตรีต่อจากนี้ ไม่ใช่เรื่องสันนิษฐานต่อไปอีกแล้ว เพราะหลักฐานที่พร้อมมูล ดังที่ได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ สามารถทำให้นักวิชาการ สืบสาวราวเรื่องดนตรี ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ปัญหาก็คือ ประวัติดนตรีไม่สามารถแบ่งออกเป็นยุค หรือเป็นสัดส่วนอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ดนตรีแต่ละยุค หรือแต่ละสมัย จะมีสิ่งที่ซ้อนหรือสวนทางกันอยู่ เช่น ช่วงเวลาหนึ่ง ประเทศหนึ่ง อาจจะมีดนตรีที่พัฒนาไปมาก แต่อีกประเทศหนึ่ง อาจจะล้าหลัง หรือพัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง การศึกษาประวัติดนตรี จึงควรจะมองความเป็นจริงของแต่ละประเทศ หรือแต่ละทวีป มากกว่าที่จะไปจดจำ เป็นช่วงเวลา (period) อย่างไรก็ตาม มีผู้แบ่งดนตรีออกแบ่งแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ทราบถึงความเป็นไปของดนตรีโดยคร่าวๆ เสียก่อน ซึ่งผมก็จะพยายาม นำเอาแนวทางของช่วงเวลา ที่เขาแบ่งไว้นี้ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่าน จะได้ไม่สับสน เมื่อผู้อ่านเข้าใจแล้ว ก็จะเจาะดนตรีของแต่ละประเทศหรือแต่ละทวีปให้ละเอียดต่อไป
ประวัติศาสตร์ของดนตรี สามารถแบ่งออกอย่างกว้างๆ ได้ดังนี้
ยุคโบราณ สมัยดนตรีถือกำเนิดขึ้นมา
ยุคกลางสมัยแรก (Early Medieval Music) จากสมัยเริ่มต้น จนกระทั่งถึง ค.ศ.1300
ยุคศิลปสมัยใหม่ และเรอเนซอง (Ars Nova (New Art) and Renaissane) ประมาณ ศตวรรษที่ 14 ถึง 16
ยุคฮิวมานิซึ่ม (The Age of Humanism) ประมาณ ค.ศ.1540-1630
ยุคคลอเริล (Choral Style) ประมาณ ช่วงปลายศตวรรษที่ 16
ยุคทองของโอเปรา (Opera) จาก ค.ศ.1600
ยุคดนตรีบรรเลง (Growth of Instrumental Music) ศตวรรษที่ 17
ยุคเริ่มต้นของดนตรีศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงดนตรีของเพอร์เซล (Purcell), บาค (Bach), แฮนเดิล (Handel) ฯลฯ จากช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18
ยุคพัฒนาการของ โซนาตา และซิมโฟนี่ (The Development of the Sonata and Symphony) ประมาณ กลางศตวรรษที่ 18 ถึง ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคของไฮเดิน (Haydn), โมซาร์ท (Mozart) และ เบโธเฟ่น (Beethoven)
ยุคโรแมนติค (Romanticism) ศตวรรษที่ 19
ยุคโมเดิร์น (Modern Music) จากช่วงปี ค.ศ.1890 ถึง ปัจจุบัน
ยุคดนตรีที่ถือว่า สำคัญที่สุด 3 ยุค ได้แก่
ยุคคลาสสิค (Classical) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 16-18
ยุคโรแมนติค (Romantic) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 19 ถึง ประมาณปี ค.ศ.1900
ยุคโมเดิร์น (Modern) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 20
คำว่า "โมเดิร์น" นั้น ไม่ควรแปลว่า "สมัยใหม่" เพราะเป็นชื่อยุค ถ้าเขียนว่าสมัยใหม่แล้ว ผู้อ่านอาจจะสับสน อาจจะคิดถึงดนตรีป๊อปหรือร็อคในปัจจุบัน
น่าสนใจ
ตอบลบสมแล้วที่จบเอกดนตรี
ตอบลบตำนานที่น่าอ่านมาก
ตอบลบยาวจังอ่ะ อ่านไม่หมดเลย
ตอบลบ