การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับ เครื่องยนต์ overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้ ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษ อะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้ เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อ สัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา (ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนม แทนไข่)ท้องผูก มี 2 ลักษณะ1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มี แรงบีบให้ออกจนหมดดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความ สกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่ง มันเป็นของเสีย ที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจาก ท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมา ได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วย ทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผง เป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หา ถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา ระบบปัสสาวะ ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้อง ลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออ กมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่ แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะแล ะเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่ แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด ระบบเหงื่อ คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกา ยจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงาน หนักระบบหายใจ ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่ อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ ได้ แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้ เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ ถ้าฟอกวันละหลายๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ผิวแตก ถ้าคันมากๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก ถ้า เราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน การดูแลรักษาร่างกายให้ดี จะทำให้นั่งสมาธิได้ดี นั่งได้นาน ไม่คัน ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย
วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552
อย่าสัญญากับใครถ้าคุณทำไม่ได้
เด็กสาวตาบอดคนหนึ่งเกลียดตัวเองที่มองอะไรไม่เห็น เธอเกลียดทุกคนยกเว้ณแฟนหนุ่มของเธอ วันหนึ่งเธอบอกกับเขาว่า ถ้าเธอมองเห็นเธอจะแต่งงานกับเขาแล้ววันหนึ่ง โชคก็เดินทางมาถึงมีคนบริจาคดวงตาให้เธอ เธอจึงมองเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งแฟนของเธอ เขาจึงถามเธอว่า “ตอนนี้เธอมองเห็นแล้ว เธอจะแต่งงานกับฉันไหม”เด็กสาวตกใจมากที่เห็นว่าเขาตาบอด เธอตอบเขาว่า “ขอโทษนะฉันแต่งงานกับเธอไม่ได้หรอก เพราะเธอมันตาบอด”แฟนของเธอเดินจากไปทั้งน้ำตา เขาบอกกับเธอว่า “งั้นช่วยดูแลดวงตาของฉันให้ดีก็แล้วกันนะ”
โปรแกรมทีมชาติไทย 2009
19 มกราคม 52 ไทย-พังงา
อุ่นเครื่อง 21 มกราคม 52 ไทย-เลบานอน
คิงส์คัพ 23 มกราคม 52 ไทย-(เกาหลีเหนือหรือเดนมาร์ก)
คิงส์คัพ 28 มกราคม 52 ไทย-อิหร่าน
คัดเลือกเอเชียนคัพ 5 กุมภาพันธ์ 52 ซาอุดิอาระเบีย-ไทย
กระชับมิตร (ที่จีน) 28 มีนาคม 52 ไทย-นิวซีแลนด์
กระชับมิตร (นัดอำลาตะวัน)
14 พฤศจิกายน 52 สิงค์โปร์-ไทย
คัดเลือกเอเชียนคัพ
อุ่นเครื่อง 21 มกราคม 52 ไทย-เลบานอน
คิงส์คัพ 23 มกราคม 52 ไทย-(เกาหลีเหนือหรือเดนมาร์ก)
คิงส์คัพ 28 มกราคม 52 ไทย-อิหร่าน
คัดเลือกเอเชียนคัพ 5 กุมภาพันธ์ 52 ซาอุดิอาระเบีย-ไทย
กระชับมิตร (ที่จีน) 28 มีนาคม 52 ไทย-นิวซีแลนด์
กระชับมิตร (นัดอำลาตะวัน)
14 พฤศจิกายน 52 สิงค์โปร์-ไทย
คัดเลือกเอเชียนคัพ
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552
chonburifc

ประวัติสโมสร
ทีมสโมสรฟุตบอลชลบุรี แต่เดิมเป็น ทีมสโมสรฟุตบอลของโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และได้เข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลสโมรสรชิงถ้วยพระราชทาน ต่อมาได้ถูกรวมเข้ากับทีม สโมสรสันนิบาตสมุทรปราการ โดยใช้ชื่อ สโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการ ได้เข้าแข่งขันใน ดิวิชัน 1
ต่อมาได้ย้ายไปเล่นใน โปรวินเชียลลีก ในชื่อ สโมรสรฟุตบอลชลบุรี และได้แยกทีม สโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการซึ่งเล่นในดิวิชัน 1 อยู่ โดยทีมสโมสรชลบุรีนั้นได้นำผู้เล่นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และได้ชนะเลิศโปรลีกในปี 2548 และได้เลื่อนมาเล่นใน ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกในปี 2549
ในปี 2549 ทีมชลบุรี ร่วมลงแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ ในนามของ สโมสรราชประชา และเข้าร่วมแข่ง สิงคโปร์คัพ และได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้อันดับสอง รองจาก สโมสรฟุตบอลทัมปิเนสโรเวอร์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นทีมที่มีการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม มีความเป็นมืออาชีพ และกองเชียร์ Blue Blood ที่เหนียวแน่น และเลื่องชื่อลือชาในลีลาการเชียร์
ทีมสโมสรฟุตบอลชลบุรี แต่เดิมเป็น ทีมสโมสรฟุตบอลของโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และได้เข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลสโมรสรชิงถ้วยพระราชทาน ต่อมาได้ถูกรวมเข้ากับทีม สโมสรสันนิบาตสมุทรปราการ โดยใช้ชื่อ สโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการ ได้เข้าแข่งขันใน ดิวิชัน 1
ต่อมาได้ย้ายไปเล่นใน โปรวินเชียลลีก ในชื่อ สโมรสรฟุตบอลชลบุรี และได้แยกทีม สโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการซึ่งเล่นในดิวิชัน 1 อยู่ โดยทีมสโมสรชลบุรีนั้นได้นำผู้เล่นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และได้ชนะเลิศโปรลีกในปี 2548 และได้เลื่อนมาเล่นใน ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกในปี 2549
ในปี 2549 ทีมชลบุรี ร่วมลงแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ ในนามของ สโมสรราชประชา และเข้าร่วมแข่ง สิงคโปร์คัพ และได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้อันดับสอง รองจาก สโมสรฟุตบอลทัมปิเนสโรเวอร์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นทีมที่มีการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม มีความเป็นมืออาชีพ และกองเชียร์ Blue Blood ที่เหนียวแน่น และเลื่องชื่อลือชาในลีลาการเชียร์
แผนการจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคล
เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 สโมสรฟุตบอลชลบุรีเตรียมจดทะเบียนสโมสรให้อยู่ในรูปของบริษัทนิติบุคคล โดยใช้ชื่อ บริษัท สโมสรฟุตบอลชลบุรี จำกัด พร้อมกับจดลิขสิทธิ์ฉายา ฉลามชล และโลโก้ปลาฉลามของสโมสรด้วย ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่อย่างเต็มตัวในการแข่งขันไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลปี พ.ศ. 2552 เพื่อความสะดวกในการวางงบประมาณทำทีมและแผนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ อรรณพ สิงห์โตทอง ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ประมาณการว่าจะใช้เงินทุนในการจัดตั้งไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 7 คน ส่วนอุปสรรคที่จะได้พบหลังจากการจดทะเบียน คือ สโมสรรวมถึงนักฟุตบอลทุกคนจะต้องเสียภาษีรวมแล้วประมาณร้อยละ 7 ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอกับงบประมาณการทำทีมที่ได้รับทุกปี โดยในประเด็นนี้ อรรณพกล่าวว่าจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นพอที่จะใช้จ่ายในทุกด้าน
เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 สโมสรฟุตบอลชลบุรีเตรียมจดทะเบียนสโมสรให้อยู่ในรูปของบริษัทนิติบุคคล โดยใช้ชื่อ บริษัท สโมสรฟุตบอลชลบุรี จำกัด พร้อมกับจดลิขสิทธิ์ฉายา ฉลามชล และโลโก้ปลาฉลามของสโมสรด้วย ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่อย่างเต็มตัวในการแข่งขันไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลปี พ.ศ. 2552 เพื่อความสะดวกในการวางงบประมาณทำทีมและแผนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ อรรณพ สิงห์โตทอง ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ประมาณการว่าจะใช้เงินทุนในการจัดตั้งไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 7 คน ส่วนอุปสรรคที่จะได้พบหลังจากการจดทะเบียน คือ สโมสรรวมถึงนักฟุตบอลทุกคนจะต้องเสียภาษีรวมแล้วประมาณร้อยละ 7 ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอกับงบประมาณการทำทีมที่ได้รับทุกปี โดยในประเด็นนี้ อรรณพกล่าวว่าจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นพอที่จะใช้จ่ายในทุกด้าน
เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2008
ทีมชลบุรีได้สิทธิร่วมแข่งขันในเอเอพซีแชมเปียนส์ลีกในฐานะผู้ชนะเลิศไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2550 โดยภายหลังจากจับฉลากแบ่งสาย ชลบุรีได้อยู่ในสาย G แข่งขันกับ เมลเบิร์น วิกตอรี (ออสเตรเลีย) กัมบะ โอซะกะ (ญี่ปุ่น) และ ชุนนัม ดรากอนส์ (เกาหลีใต้) โดยในรอบแรกจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 12 มีนาคม-21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 โดยทีมชลบุรีได้ใช้ สนามศุภชลาศัย เป็นสนามเหย้าแทน สนามเทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งไม่ผ่านการตรวจมาตราฐานของ เอเอฟซีซึ่งทีมชลบุรี ได้อันดับที่ 4 จากการแข่ง 6 นัด
ทีมชลบุรีได้สิทธิร่วมแข่งขันในเอเอพซีแชมเปียนส์ลีกในฐานะผู้ชนะเลิศไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2550 โดยภายหลังจากจับฉลากแบ่งสาย ชลบุรีได้อยู่ในสาย G แข่งขันกับ เมลเบิร์น วิกตอรี (ออสเตรเลีย) กัมบะ โอซะกะ (ญี่ปุ่น) และ ชุนนัม ดรากอนส์ (เกาหลีใต้) โดยในรอบแรกจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 12 มีนาคม-21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 โดยทีมชลบุรีได้ใช้ สนามศุภชลาศัย เป็นสนามเหย้าแทน สนามเทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งไม่ผ่านการตรวจมาตราฐานของ เอเอฟซีซึ่งทีมชลบุรี ได้อันดับที่ 4 จากการแข่ง 6 นัด
บทความทางวิชาการตำนานดนตรี

จุดกำเนิดของประวัติศาสตร์ดนตรี ยากที่จะมีใครสรุปผลเป็นหลักฐานได้แน่นอน ว่าใครเป็นคนแรก ที่คิดค้นสร้างขึ้นมา นอกจากจะสันนิษฐานตามหลักฐานอะไรบางอย่าง เช่น ภาพวาดตามฝาผนังถ้ำ เป็นต้น แต่ความจริงแล้ว "ดนตรี" เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการกำเนิด "โลก" เลยทีเดียว "ธรรมชาติ" นั่นเอง คือผู้สร้างสรรค์ดนตรี เสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมพัด ใบไม้ไหว น้ำเซาะแก่งหิน ฯลฯ ล้วนเป็นเสียงดนตรี ที่ไพเราะทั้งสิ้น และถ้าจะถามกันต่อไปอีกว่า ใครเป็นผู้ให้กำเนิดเสียงร้องเพลงเป็นคนแรก ก็เห็นจะต้องตอบว่า เสียงร้องเพลงเกิดขึ้นจาก แมลงและนกตัวแรกของโลก ที่ส่งเสียงขับขาน เป็นทำนองไพเราะ และแทบไม่น่าเชื่อเลยที่ว่า แมลงและนกเหล่านั้น รู้จักเสียงประสานได้เป็นอย่างดี
เราจึงอาจกล่าวได้ว่า "มนุษย์" ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" แต่เป็นผู้ที่ฟังและชื่นชม กับเสียงเหล่านั้น มนุษย์จึงพยายามที่จะเลียนแบบ ออกมาในรูปลักษณะต่างๆ เช่น การสร้างเครื่องดนตรี, การขับร้อง, เสียงประสาน, การประพันธ์เพลง ฯลฯ เป็นต้น และก็มาถึงปัญหาที่ว่า มนุษย์คนใด คือผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" เรื่องราวของการกำเนิดดนตรีต่อไปนี้ จะเป็นการสันนิษฐาน ของนักวิชาการเท่านั้น ยังหาข้อสรุปไม่ได้แน่นอน จวบจนกระทั่ง ยุคที่มีการจารึกทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวและความเป็นมาของดนตรี จึงเริ่มมีประวัติศาสตร์ที่แน่นอน ถูกต้อง และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ถึงวิวัฒนาการของดนตรีในปัจจุบัน
ดนตรีของมนุษย์ยุคหิน
เรามาเริ่มต้นกันที่มนุษย์สมัยหิน เดิมทีพวกเขาใช้การส่งเสียงออกจากลำคอเพื่อสื่อภาษา จากนั้นเขาค่อยๆ เรียนรู้การสร้างคำพูด จนกระทั่ง ภาษาได้อุบัติขึ้น เมื่อเขาพูดผ่านอากาศ เพื่อให้ผู้อื่นรับฟังนั้น เขาก็สังเกตถึง วิธีเปล่งเสียงในแบบต่างๆ เช่น ดัง-ค่อย, สูง-ต่ำ จากสิ่งนี้เอง อาจกล่าวได้ว่า ภาษาพูดเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิด การพัฒนาการเปล่งเสียงขับร้อง ช่วงเวลาผ่านไป มนุษย์ก็คิดค้น "เสียง" ที่เกิดจากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่เสียงของเขาเอง เป็นต้นว่า นำเอาหนังสัตว์ มาขึงไว้กับซุงกลอง แล้วใช้เคาะ, ตี ให้เกิดเสียงดัง หรือไม่ก็ตบมือ หรือตีไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พวกเขาคงจะรู้สึกสนุกสนาน ที่สามารถเปลี่ยนเสียงดังเหล่านั้น ให้แตกต่างกันได้ บางคนอาจทดลอง เป่าหลอดไม้ไผ่ หรือหญ้าที่ลำต้นเป็นรูกลวง สิ่งเหล่านี้ คือที่มาของกลองและเครื่องเป่าต่างๆ ดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคแรก จึงมีทั้งเครื่องจังหวะ และเครื่องเล่นเสียงทำนอง
หลักฐานแรกที่พอจะหาได้ คือ ภาพวาดในถ้ำ ที่ Ariege ในประเทศฝรั่งเศส เป็นภาพวาด ก่อนประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึง นายพรานใส่ชุดหนังสัตว์ กำลังจะล่ากวางเรนเดียร์ ในมือของเขา มีคันธนู เขาจรดมันไว้ที่ปาก และดีดสาย จากภาพนี้ นักวิชาการทั้งหลายให้ความเห็นว่า นายพรานผู้นั้น ไม่ได้ใช้ธนูเพื่อการล่าสัตว์ แต่เขาดีดสายธนู เพื่อให้เกิดเป็นเสียงดนตรี จุดประสงค์เพื่อ ทำให้กวางฟังแล้ว รู้สึกเคลิบเคลิ้มหยุดฟัง จากนั้น นายพรานอีกผู้หนึ่ง ก็คงจะใช้หอก พุ่งแทงได้สะดวก การสันนิษฐาน จึงเกิดขึ้นมาว่า ดนตรีที่ถือกำเนิดในยุคแรกๆ นั้น ถูกใช้เสมือนเป็นอำนาจเวทมนต์ มากกว่าเป็นดนตรี เพื่อฟังให้เพลิดเพลินส่วนตัว การปรบมือ ตะโกน กระทบเท้า ตีกลอง ฯลฯ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง อำนาจลึกลับ ว่าสามารถทำให้ฝนตก พืชผลเจริญงอกงาม รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือทำให้ สัตว์ร้ายเชื่องลง ฯลฯ
เครื่องดนตรีสมัยแรก
ยุคต่อมา ก็เริ่มพัฒนาการสร้างสรรค์เสียงดนตรี พวกเขาสร้างกระบอกใส่เมล็ดพืช สำหรับเขย่า ให้เกิดเสียงดัง สร้างฮาร์พขึ้นจากคันธนูสมัยเดิม แต่ขึงสายมากขึ้นกว่าเดิม สายแต่ละเส้น มีความยาว แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ สร้างกล่องกลอง และขึงสายเอ็นบนนั้นเพื่อใข้ดีด ซึ่งต่อมาได้พัฒนา กลายเป็นกีตาร์และไวโอลิน สร้างหลอดเป่าจากกระดูกสัตว์ ไม้ไผ่ อาจมีหลายๆ ขนาด สั้น-ยาวต่างกัน นำมาผูกติดกันไว้ ต่อมาก็พัฒนากลายเป็นเครื่องเป่าประเภทต่างๆ เช่น ฟลุ้ต เป็นต้น เมื่อถึงยุคโลหะ ก็มีการพัฒนาฉาบ สร้างเครื่องเป่าจากโลหะ และพัฒนาตนเองกลายเป็นทรัมเปตในยุคต่อไป ส่วนการที่จะบ่งชัดให้เห็นถึงลำดับขั้น ของการกำเนิดเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้น ยังไม่มีใคร บอกได้อย่างชัดเจน นอกจากจะเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น
ดนตรีที่พอจะหาหลักฐานได้ชัดเจน เริ่มต้นจากสมัยอียิปต์เรืองอำนาจ ยุคนั้นเข้าใจว่า กลองและฟลุ้ต ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ชาวอียิปต์และบาบีโลเนียโบราณค้นพบว่า เครื่องดนตรีหลายๆ ชนิด สามารถนำมาเล่นเปล่งเสียงพร้อมๆ กันได้ พวกเขาได้นำดนตรีหลายๆ อย่าง มาบรรเลงร่วมกันในวัด เพื่อบูชาและสรรเสริญพระเจ้า ในพระราชวัง เพื่อสรรเสริญเกียรติยศของกษัตริย์ ชาวอียิปต์และจีน ได้รับการยกย่องเป็น ผู้ให้กำเนิดเครื่องดนตรี มากมายหลายประเภท
ดนตรีในพระคัมภีร์เก่า
ตามข้อความในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) ของศาสนาโรมันคาธิลิคนั้น นับว่าใช้เป็นหลักฐานทางดนตรีได้อย่างดี พระคัมภีร์เก่า ได้กล่าวถึงดนตรี ที่ใช้เล่นในชีวิตของคนยุคนั้น อย่างมากมาย เป็นดนตรีที่เกี่ยวพันกับเวทมนต์ ความเชื่อในพระเจ้าของชาวฮิบรู คือ พระยะโฮวา และพระเจ้าองค์อื่นๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ข้อความที่ว่า มีการใช้ทรัมเปต เป่าทำลายกำแพงเมืองเจอรีโก แสดงให้เห็นถึอำนาจของดนตรี ที่มหัศจรรย์ยิ่ง การที่เดวิดดีดฮาร์พ (harp) ระงับความโกรธ ของกษัตริย์ซาอูล (Saul)
พิธีฉลอง หรืองานเทศกาลต่างๆ ยุคนั้นต้องใช้ดนตรี และการเต้นรำอยู่เสมอ ตามความในพระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง บทเพลงสวดของกษัตริย์เดวิด ที่ขับร้องโดยคณะนักขับชาวยิวและคริสเตียน บทเพลงเหล่านี้ เมื่อถูกเผยแพร่ออกไป ตามแหล่งต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ถ้าใคร ไปยังสุเหร่าของชาวยิวในปัจจุบัน ก็จะพบกับทำนองเพลงสวด ขนานแท้และดั้งเดิม ที่ไม่แตกต่างไปจากยุคแรก จึงนับได้ว่า พระคัมภีร์เก่า ได้จารึกหลักฐานทางดนตรี ไว้อย่างชัดเจน จนสามารถใช้เป็นสิ่งอ้างอิงประวัติ และที่มาของดนตรีสมัยปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากแนวทำนอง (melody) และเสียงประสาน (harmony) ที่ใช้กับบทเพลงสวดเหล่านั้นแล้ว พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง เครื่องดนตรีอีกมาก บางอย่างอาจเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยิน แต่พอที่จะสืบสาวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทใด เช่น โชฟาร์ (Shofar) คือ ทรัมเปต (Trumpet) ในปัจจุบัน, ชวาม (Shawm) คือ ปี่ ที่มีลิ้น, พซัลเตอร์รี่ (Psalterie) คือ ฮาร์พ (Harp) และทาบอร์ (Tabor) คือ กลอง
ทรัมเปต ที่เรียกว่า โชฟาร์ ยังคงใช้เป่าในเทศกาลปีใหม่ของชาวยิวในปัจจุบัน
ดนตรีในประเทศกรีซและกรุงโรม
ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีความสามารถ สร้างตึกรามบ้านช่องได้สวยงามทนทาน อนุสาวรีย์ใหญ่โต มีบทกวีและบทละครที่ยิ่งใหญ่ จนมีอนุสรณ์ตกทอด มาให้เห็นกันในยุคนี้ แต่ดนตรีของพวกเขา กลับมีอยู่น้อยมาก และไม่ค่อยมีค่ามากนัก มรดกทางดนตรีของกรีกได้แก่ การค้นพบวิธีการอ่านโน้ต โดยใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนโน้ต และวิธีการเขียนตัวอักษรเหล่านั้นไว้บนเนื้อร้อง เพื่อให้รู้ว่า บทเพลงนั้น มีทำนองอย่างไร ซึ่งนับได้ว่า เป็นมรดกชิ้นสำคัญเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับอียิปต์ บาบิโลเนีย หรือจีนแล้ว นับว่ายังก้าวหน้าน้อยกว่ามาก
เครื่องดนตรีหลักของกรีก คือ กิตารา (Kithara) และออโลส (Aulos) กิตารานั้นก็คือ ไลร์ (Lyre) ที่คนไทยเรียกันว่า พิณ นั่นเอง ใช้ในการเล่นประกอบการขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ส่วนออโลส (เครื่องเป่ามีลักษณะเป็นหลอดคู่) นั้น มักใช้ในการเล่นประกอบการเต้นรำ ดนตรีที่มีส่วนสำคัญ ในละครของชาวกรีกคือ การขับร้องหมู่ประสานเสียง (chorus) ใช้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของบทละคร และบทละครของกรีก ก็เป็นเรื่องเชื่อมั่นในพระเจ้า ดังนั้น ดนตรีจึงเสมือนเป็น ตัวแทนของอำนาจเวทมนต์ และการเชื่อมโยงของมนุษย์กับพระเจ้า
ส่วนชาวโรมัน นิยมใช้ดนตรีเป็นสื่อแห่งความบันเทิง มากกว่าในพิธีทางศาสนา กรุงโรมเป็นแหล่งกำเนิดของละครเร่ ที่เดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง คนยากจนหรือคนธรรมดาสามัญ มีสิทธิที่จะเป็นผู้เล่นละครเร่ และมีสิทธิที่จะให้ความบันเทิง กับชาวบ้านทั่วไป ด้วยแนวความคิดนี้ "ดนตรี" จึงไม่ใช่งานของพระราชวัง และวัดเพียงอย่างเดียว คณะละครเร่ จึงถือเสมือนว่า เป็นมินสเตรล (minstrels = ผู้ร้องเพลง นักดนตรีที่เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ) แรกของโลก
การศึกษาประวัติดนตรีต่อจากนี้ ไม่ใช่เรื่องสันนิษฐานต่อไปอีกแล้ว เพราะหลักฐานที่พร้อมมูล ดังที่ได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ สามารถทำให้นักวิชาการ สืบสาวราวเรื่องดนตรี ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ปัญหาก็คือ ประวัติดนตรีไม่สามารถแบ่งออกเป็นยุค หรือเป็นสัดส่วนอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ดนตรีแต่ละยุค หรือแต่ละสมัย จะมีสิ่งที่ซ้อนหรือสวนทางกันอยู่ เช่น ช่วงเวลาหนึ่ง ประเทศหนึ่ง อาจจะมีดนตรีที่พัฒนาไปมาก แต่อีกประเทศหนึ่ง อาจจะล้าหลัง หรือพัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง การศึกษาประวัติดนตรี จึงควรจะมองความเป็นจริงของแต่ละประเทศ หรือแต่ละทวีป มากกว่าที่จะไปจดจำ เป็นช่วงเวลา (period) อย่างไรก็ตาม มีผู้แบ่งดนตรีออกแบ่งแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ทราบถึงความเป็นไปของดนตรีโดยคร่าวๆ เสียก่อน ซึ่งผมก็จะพยายาม นำเอาแนวทางของช่วงเวลา ที่เขาแบ่งไว้นี้ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่าน จะได้ไม่สับสน เมื่อผู้อ่านเข้าใจแล้ว ก็จะเจาะดนตรีของแต่ละประเทศหรือแต่ละทวีปให้ละเอียดต่อไป
ประวัติศาสตร์ของดนตรี สามารถแบ่งออกอย่างกว้างๆ ได้ดังนี้
ยุคโบราณ สมัยดนตรีถือกำเนิดขึ้นมา
ยุคกลางสมัยแรก (Early Medieval Music) จากสมัยเริ่มต้น จนกระทั่งถึง ค.ศ.1300
ยุคศิลปสมัยใหม่ และเรอเนซอง (Ars Nova (New Art) and Renaissane) ประมาณ ศตวรรษที่ 14 ถึง 16
ยุคฮิวมานิซึ่ม (The Age of Humanism) ประมาณ ค.ศ.1540-1630
ยุคคลอเริล (Choral Style) ประมาณ ช่วงปลายศตวรรษที่ 16
ยุคทองของโอเปรา (Opera) จาก ค.ศ.1600
ยุคดนตรีบรรเลง (Growth of Instrumental Music) ศตวรรษที่ 17
ยุคเริ่มต้นของดนตรีศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงดนตรีของเพอร์เซล (Purcell), บาค (Bach), แฮนเดิล (Handel) ฯลฯ จากช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18
ยุคพัฒนาการของ โซนาตา และซิมโฟนี่ (The Development of the Sonata and Symphony) ประมาณ กลางศตวรรษที่ 18 ถึง ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคของไฮเดิน (Haydn), โมซาร์ท (Mozart) และ เบโธเฟ่น (Beethoven)
ยุคโรแมนติค (Romanticism) ศตวรรษที่ 19
ยุคโมเดิร์น (Modern Music) จากช่วงปี ค.ศ.1890 ถึง ปัจจุบัน
ยุคดนตรีที่ถือว่า สำคัญที่สุด 3 ยุค ได้แก่
ยุคคลาสสิค (Classical) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 16-18
ยุคโรแมนติค (Romantic) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 19 ถึง ประมาณปี ค.ศ.1900
ยุคโมเดิร์น (Modern) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 20
คำว่า "โมเดิร์น" นั้น ไม่ควรแปลว่า "สมัยใหม่" เพราะเป็นชื่อยุค ถ้าเขียนว่าสมัยใหม่แล้ว ผู้อ่านอาจจะสับสน อาจจะคิดถึงดนตรีป๊อปหรือร็อคในปัจจุบัน
เราจึงอาจกล่าวได้ว่า "มนุษย์" ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" แต่เป็นผู้ที่ฟังและชื่นชม กับเสียงเหล่านั้น มนุษย์จึงพยายามที่จะเลียนแบบ ออกมาในรูปลักษณะต่างๆ เช่น การสร้างเครื่องดนตรี, การขับร้อง, เสียงประสาน, การประพันธ์เพลง ฯลฯ เป็นต้น และก็มาถึงปัญหาที่ว่า มนุษย์คนใด คือผู้ให้กำเนิด "ดนตรี" เรื่องราวของการกำเนิดดนตรีต่อไปนี้ จะเป็นการสันนิษฐาน ของนักวิชาการเท่านั้น ยังหาข้อสรุปไม่ได้แน่นอน จวบจนกระทั่ง ยุคที่มีการจารึกทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวและความเป็นมาของดนตรี จึงเริ่มมีประวัติศาสตร์ที่แน่นอน ถูกต้อง และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ถึงวิวัฒนาการของดนตรีในปัจจุบัน
ดนตรีของมนุษย์ยุคหิน
เรามาเริ่มต้นกันที่มนุษย์สมัยหิน เดิมทีพวกเขาใช้การส่งเสียงออกจากลำคอเพื่อสื่อภาษา จากนั้นเขาค่อยๆ เรียนรู้การสร้างคำพูด จนกระทั่ง ภาษาได้อุบัติขึ้น เมื่อเขาพูดผ่านอากาศ เพื่อให้ผู้อื่นรับฟังนั้น เขาก็สังเกตถึง วิธีเปล่งเสียงในแบบต่างๆ เช่น ดัง-ค่อย, สูง-ต่ำ จากสิ่งนี้เอง อาจกล่าวได้ว่า ภาษาพูดเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิด การพัฒนาการเปล่งเสียงขับร้อง ช่วงเวลาผ่านไป มนุษย์ก็คิดค้น "เสียง" ที่เกิดจากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่เสียงของเขาเอง เป็นต้นว่า นำเอาหนังสัตว์ มาขึงไว้กับซุงกลอง แล้วใช้เคาะ, ตี ให้เกิดเสียงดัง หรือไม่ก็ตบมือ หรือตีไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พวกเขาคงจะรู้สึกสนุกสนาน ที่สามารถเปลี่ยนเสียงดังเหล่านั้น ให้แตกต่างกันได้ บางคนอาจทดลอง เป่าหลอดไม้ไผ่ หรือหญ้าที่ลำต้นเป็นรูกลวง สิ่งเหล่านี้ คือที่มาของกลองและเครื่องเป่าต่างๆ ดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคแรก จึงมีทั้งเครื่องจังหวะ และเครื่องเล่นเสียงทำนอง
หลักฐานแรกที่พอจะหาได้ คือ ภาพวาดในถ้ำ ที่ Ariege ในประเทศฝรั่งเศส เป็นภาพวาด ก่อนประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึง นายพรานใส่ชุดหนังสัตว์ กำลังจะล่ากวางเรนเดียร์ ในมือของเขา มีคันธนู เขาจรดมันไว้ที่ปาก และดีดสาย จากภาพนี้ นักวิชาการทั้งหลายให้ความเห็นว่า นายพรานผู้นั้น ไม่ได้ใช้ธนูเพื่อการล่าสัตว์ แต่เขาดีดสายธนู เพื่อให้เกิดเป็นเสียงดนตรี จุดประสงค์เพื่อ ทำให้กวางฟังแล้ว รู้สึกเคลิบเคลิ้มหยุดฟัง จากนั้น นายพรานอีกผู้หนึ่ง ก็คงจะใช้หอก พุ่งแทงได้สะดวก การสันนิษฐาน จึงเกิดขึ้นมาว่า ดนตรีที่ถือกำเนิดในยุคแรกๆ นั้น ถูกใช้เสมือนเป็นอำนาจเวทมนต์ มากกว่าเป็นดนตรี เพื่อฟังให้เพลิดเพลินส่วนตัว การปรบมือ ตะโกน กระทบเท้า ตีกลอง ฯลฯ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง อำนาจลึกลับ ว่าสามารถทำให้ฝนตก พืชผลเจริญงอกงาม รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือทำให้ สัตว์ร้ายเชื่องลง ฯลฯ
เครื่องดนตรีสมัยแรก
ยุคต่อมา ก็เริ่มพัฒนาการสร้างสรรค์เสียงดนตรี พวกเขาสร้างกระบอกใส่เมล็ดพืช สำหรับเขย่า ให้เกิดเสียงดัง สร้างฮาร์พขึ้นจากคันธนูสมัยเดิม แต่ขึงสายมากขึ้นกว่าเดิม สายแต่ละเส้น มีความยาว แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ สร้างกล่องกลอง และขึงสายเอ็นบนนั้นเพื่อใข้ดีด ซึ่งต่อมาได้พัฒนา กลายเป็นกีตาร์และไวโอลิน สร้างหลอดเป่าจากกระดูกสัตว์ ไม้ไผ่ อาจมีหลายๆ ขนาด สั้น-ยาวต่างกัน นำมาผูกติดกันไว้ ต่อมาก็พัฒนากลายเป็นเครื่องเป่าประเภทต่างๆ เช่น ฟลุ้ต เป็นต้น เมื่อถึงยุคโลหะ ก็มีการพัฒนาฉาบ สร้างเครื่องเป่าจากโลหะ และพัฒนาตนเองกลายเป็นทรัมเปตในยุคต่อไป ส่วนการที่จะบ่งชัดให้เห็นถึงลำดับขั้น ของการกำเนิดเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้น ยังไม่มีใคร บอกได้อย่างชัดเจน นอกจากจะเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น
ดนตรีที่พอจะหาหลักฐานได้ชัดเจน เริ่มต้นจากสมัยอียิปต์เรืองอำนาจ ยุคนั้นเข้าใจว่า กลองและฟลุ้ต ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ชาวอียิปต์และบาบีโลเนียโบราณค้นพบว่า เครื่องดนตรีหลายๆ ชนิด สามารถนำมาเล่นเปล่งเสียงพร้อมๆ กันได้ พวกเขาได้นำดนตรีหลายๆ อย่าง มาบรรเลงร่วมกันในวัด เพื่อบูชาและสรรเสริญพระเจ้า ในพระราชวัง เพื่อสรรเสริญเกียรติยศของกษัตริย์ ชาวอียิปต์และจีน ได้รับการยกย่องเป็น ผู้ให้กำเนิดเครื่องดนตรี มากมายหลายประเภท
ดนตรีในพระคัมภีร์เก่า
ตามข้อความในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) ของศาสนาโรมันคาธิลิคนั้น นับว่าใช้เป็นหลักฐานทางดนตรีได้อย่างดี พระคัมภีร์เก่า ได้กล่าวถึงดนตรี ที่ใช้เล่นในชีวิตของคนยุคนั้น อย่างมากมาย เป็นดนตรีที่เกี่ยวพันกับเวทมนต์ ความเชื่อในพระเจ้าของชาวฮิบรู คือ พระยะโฮวา และพระเจ้าองค์อื่นๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ข้อความที่ว่า มีการใช้ทรัมเปต เป่าทำลายกำแพงเมืองเจอรีโก แสดงให้เห็นถึอำนาจของดนตรี ที่มหัศจรรย์ยิ่ง การที่เดวิดดีดฮาร์พ (harp) ระงับความโกรธ ของกษัตริย์ซาอูล (Saul)
พิธีฉลอง หรืองานเทศกาลต่างๆ ยุคนั้นต้องใช้ดนตรี และการเต้นรำอยู่เสมอ ตามความในพระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง บทเพลงสวดของกษัตริย์เดวิด ที่ขับร้องโดยคณะนักขับชาวยิวและคริสเตียน บทเพลงเหล่านี้ เมื่อถูกเผยแพร่ออกไป ตามแหล่งต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ถ้าใคร ไปยังสุเหร่าของชาวยิวในปัจจุบัน ก็จะพบกับทำนองเพลงสวด ขนานแท้และดั้งเดิม ที่ไม่แตกต่างไปจากยุคแรก จึงนับได้ว่า พระคัมภีร์เก่า ได้จารึกหลักฐานทางดนตรี ไว้อย่างชัดเจน จนสามารถใช้เป็นสิ่งอ้างอิงประวัติ และที่มาของดนตรีสมัยปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากแนวทำนอง (melody) และเสียงประสาน (harmony) ที่ใช้กับบทเพลงสวดเหล่านั้นแล้ว พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง เครื่องดนตรีอีกมาก บางอย่างอาจเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยิน แต่พอที่จะสืบสาวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทใด เช่น โชฟาร์ (Shofar) คือ ทรัมเปต (Trumpet) ในปัจจุบัน, ชวาม (Shawm) คือ ปี่ ที่มีลิ้น, พซัลเตอร์รี่ (Psalterie) คือ ฮาร์พ (Harp) และทาบอร์ (Tabor) คือ กลอง
ทรัมเปต ที่เรียกว่า โชฟาร์ ยังคงใช้เป่าในเทศกาลปีใหม่ของชาวยิวในปัจจุบัน
ดนตรีในประเทศกรีซและกรุงโรม
ถึงแม้ว่าชาวกรีกจะมีความสามารถ สร้างตึกรามบ้านช่องได้สวยงามทนทาน อนุสาวรีย์ใหญ่โต มีบทกวีและบทละครที่ยิ่งใหญ่ จนมีอนุสรณ์ตกทอด มาให้เห็นกันในยุคนี้ แต่ดนตรีของพวกเขา กลับมีอยู่น้อยมาก และไม่ค่อยมีค่ามากนัก มรดกทางดนตรีของกรีกได้แก่ การค้นพบวิธีการอ่านโน้ต โดยใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์แทนโน้ต และวิธีการเขียนตัวอักษรเหล่านั้นไว้บนเนื้อร้อง เพื่อให้รู้ว่า บทเพลงนั้น มีทำนองอย่างไร ซึ่งนับได้ว่า เป็นมรดกชิ้นสำคัญเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับอียิปต์ บาบิโลเนีย หรือจีนแล้ว นับว่ายังก้าวหน้าน้อยกว่ามาก
เครื่องดนตรีหลักของกรีก คือ กิตารา (Kithara) และออโลส (Aulos) กิตารานั้นก็คือ ไลร์ (Lyre) ที่คนไทยเรียกันว่า พิณ นั่นเอง ใช้ในการเล่นประกอบการขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ส่วนออโลส (เครื่องเป่ามีลักษณะเป็นหลอดคู่) นั้น มักใช้ในการเล่นประกอบการเต้นรำ ดนตรีที่มีส่วนสำคัญ ในละครของชาวกรีกคือ การขับร้องหมู่ประสานเสียง (chorus) ใช้ร้องเป็นส่วนหนึ่งของบทละคร และบทละครของกรีก ก็เป็นเรื่องเชื่อมั่นในพระเจ้า ดังนั้น ดนตรีจึงเสมือนเป็น ตัวแทนของอำนาจเวทมนต์ และการเชื่อมโยงของมนุษย์กับพระเจ้า
ส่วนชาวโรมัน นิยมใช้ดนตรีเป็นสื่อแห่งความบันเทิง มากกว่าในพิธีทางศาสนา กรุงโรมเป็นแหล่งกำเนิดของละครเร่ ที่เดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง คนยากจนหรือคนธรรมดาสามัญ มีสิทธิที่จะเป็นผู้เล่นละครเร่ และมีสิทธิที่จะให้ความบันเทิง กับชาวบ้านทั่วไป ด้วยแนวความคิดนี้ "ดนตรี" จึงไม่ใช่งานของพระราชวัง และวัดเพียงอย่างเดียว คณะละครเร่ จึงถือเสมือนว่า เป็นมินสเตรล (minstrels = ผู้ร้องเพลง นักดนตรีที่เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ) แรกของโลก
การศึกษาประวัติดนตรีต่อจากนี้ ไม่ใช่เรื่องสันนิษฐานต่อไปอีกแล้ว เพราะหลักฐานที่พร้อมมูล ดังที่ได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ สามารถทำให้นักวิชาการ สืบสาวราวเรื่องดนตรี ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ปัญหาก็คือ ประวัติดนตรีไม่สามารถแบ่งออกเป็นยุค หรือเป็นสัดส่วนอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ดนตรีแต่ละยุค หรือแต่ละสมัย จะมีสิ่งที่ซ้อนหรือสวนทางกันอยู่ เช่น ช่วงเวลาหนึ่ง ประเทศหนึ่ง อาจจะมีดนตรีที่พัฒนาไปมาก แต่อีกประเทศหนึ่ง อาจจะล้าหลัง หรือพัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง การศึกษาประวัติดนตรี จึงควรจะมองความเป็นจริงของแต่ละประเทศ หรือแต่ละทวีป มากกว่าที่จะไปจดจำ เป็นช่วงเวลา (period) อย่างไรก็ตาม มีผู้แบ่งดนตรีออกแบ่งแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ทราบถึงความเป็นไปของดนตรีโดยคร่าวๆ เสียก่อน ซึ่งผมก็จะพยายาม นำเอาแนวทางของช่วงเวลา ที่เขาแบ่งไว้นี้ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่าน จะได้ไม่สับสน เมื่อผู้อ่านเข้าใจแล้ว ก็จะเจาะดนตรีของแต่ละประเทศหรือแต่ละทวีปให้ละเอียดต่อไป
ประวัติศาสตร์ของดนตรี สามารถแบ่งออกอย่างกว้างๆ ได้ดังนี้
ยุคโบราณ สมัยดนตรีถือกำเนิดขึ้นมา
ยุคกลางสมัยแรก (Early Medieval Music) จากสมัยเริ่มต้น จนกระทั่งถึง ค.ศ.1300
ยุคศิลปสมัยใหม่ และเรอเนซอง (Ars Nova (New Art) and Renaissane) ประมาณ ศตวรรษที่ 14 ถึง 16
ยุคฮิวมานิซึ่ม (The Age of Humanism) ประมาณ ค.ศ.1540-1630
ยุคคลอเริล (Choral Style) ประมาณ ช่วงปลายศตวรรษที่ 16
ยุคทองของโอเปรา (Opera) จาก ค.ศ.1600
ยุคดนตรีบรรเลง (Growth of Instrumental Music) ศตวรรษที่ 17
ยุคเริ่มต้นของดนตรีศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงดนตรีของเพอร์เซล (Purcell), บาค (Bach), แฮนเดิล (Handel) ฯลฯ จากช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18
ยุคพัฒนาการของ โซนาตา และซิมโฟนี่ (The Development of the Sonata and Symphony) ประมาณ กลางศตวรรษที่ 18 ถึง ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคของไฮเดิน (Haydn), โมซาร์ท (Mozart) และ เบโธเฟ่น (Beethoven)
ยุคโรแมนติค (Romanticism) ศตวรรษที่ 19
ยุคโมเดิร์น (Modern Music) จากช่วงปี ค.ศ.1890 ถึง ปัจจุบัน
ยุคดนตรีที่ถือว่า สำคัญที่สุด 3 ยุค ได้แก่
ยุคคลาสสิค (Classical) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 16-18
ยุคโรแมนติค (Romantic) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 19 ถึง ประมาณปี ค.ศ.1900
ยุคโมเดิร์น (Modern) เป็นดนตรีที่เขียนขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 20
คำว่า "โมเดิร์น" นั้น ไม่ควรแปลว่า "สมัยใหม่" เพราะเป็นชื่อยุค ถ้าเขียนว่าสมัยใหม่แล้ว ผู้อ่านอาจจะสับสน อาจจะคิดถึงดนตรีป๊อปหรือร็อคในปัจจุบัน
บทความทางวิชาการเรื่องยุคสมัยของดนตรีสากล
1. สมัยกลาง (The Middle Age ค.ศ.850-1450) พ.ศ.1393-1993 ก่อนสมัยนี้ราวศตวรรษที่ 6 ดนตรีขึ้นอยู่กับศาสนา Pope Gregorian เป็นผู้รวบรวมบทสวดเป็นทำนองเดียว โดยได้ต้นฉบับจากกรีก ซึ่งเป็นภาษาละติน ต่อมาจึงมี 2 ทำนอง และในสมัยกลางนี้เองได้เริ่มมีการบันทึกตัวโน้ตโดยมีพระองค์หนึ่งเป็นชาวอิตาเลียนชื่อ Guido D'Arezzo (พ.ศ.1538-1593) ได้สังเกตเพลงสวดเก่าแก่เป็นภาษาละตินเพลงหนึ่งแต่ละประโยคจะมีเสียงค่อยๆ สูงขึ้น จึงนำเอาเฉพาะตัวแรกของบทสวดมาเรียงกัน จึงออกมาเป็น Do Ra Me Fa Sol La Te Do (เว้นตัว Te เอาตัวที่ 2 ) ต่อมาค.ศ.1300 (พ.ศ.1843)ดนตรีก็เริ่มเกี่ยวกับศาสนาอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
2. สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (The Renasissance Period ค.ศ.1450-1650) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ.1993-2143 ตรงกับสมัยโคลัมบัสและเชียสเปียร์ ดนตรีในยุคนี้มักจะเป็นการเริ่มร้องหมู่เล็กๆ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ร้องกันในโบสถ์มี 4 แนว คือ โซปราโน อัลโต เทเนอร์และเบสการร้องจะมีออร์แกนหรือขลุ่ยคลอ ดนตรีในสมัยนี้ยังไม่มีโน้ตอ่าน และมักเล่นตามเสียงร้อง
3. สมัยโบราค (BaroQue ค.ศ.1650-1750) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ.2143-2293 และนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ได้แก่ บาค ไฮเดิล ในยุคต้นของสมัยโบราคนั้น (พ.ศ.2143-2218) มีเครื่องดนตรีประมาณ 20-30 ชิ้นสลับกันเล่น เพื่อให้มีรสชาติในการฟังเครื่องดนตรีในการคลอเสียงร้อง เช่นลิ้วท์ ขลุ่ย ต่อมาได้วิวัฒนาการใช้เครื่องสายมากขึ้น เพื่อประกอบการเต้นรำ รวมทั้งเครื่องลมไม้ด้วย ซึ่งในสมัยนี้ผู้อำนวยเพลงจะเล่นฮาร์พซิคอร์ด
4. สมัยคลาสสิค (Classical Period ค.ศ.1750-1825) ตั้งแต่พ.ศ.2293-2368 สมัยนี้ตรงกับการปฏิวัติและปฏิรูปในอเมริกา ไฮเดิลเป็นผู้ริเริ่มในการแต่งเพลงคลาสสิค การแต่งเพลงในยุคนี้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของคีตกวี ที่จะเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับลีลาและโอกาสตามอารมณ์ของดนตรี เช่น ดนตรีลักษณะหวานก็ใช้ไวโอลิน ถ้าแสดงความองอาจกล้าหาญก็ใช้แตรทรัมเปต และถ้ามีการเดี่ยวเครื่องดนตรีต้องศึกษาและเล่นให้ถูกต้องตามแบบแผน เพราะดนตรีในยุคนี้จะเริ่มเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น
5. สมัยโรแมนติก (Romantic Period ค.ศ. 1825-1900) พ.ศ.2368-2443 สมัยนี้ตรงกับสมัยนโปเ้ลียนในฝรั่งเศส เพลงในสมัยนี้ผิดไปจากเพลงในสมัยก่อนๆ คือ เมื่อก่อนเริ่มแรกเกี่ยวกับศาสนา ต่อมาเริ่มมีการเลือกใช้เครื่องดนตรี และพอมาถึงสมัยนี้จะแต่งตามจุดประสงค์ ตามอารมณ์ของคีตกวี โดยเฉพาะในยุคนี้แต่ละประเทศในยุโรปจะมีความนิยมไม่เหมือนกัน เช่น ลักษณะของเพลงร้อง เพลงประกอบละคร เพลงเต้นรำแบบวอลท์ ซึ่งมักจะเป็นไปตามความคิดของคีตกวีและความนิยมส่วนใหญ่
6. สมัยอิมเพรสชั่นนิสซึม (Impressionism ค.ศ.1850-1930) พ.ศ.2393-2473 เป็นสมัยแห่งการใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยดัดแปลกความดั้งเดิมจากสมัยโรแมนติกให้แปลกออกไปตามจินตนาการของผู้แต่ง เปรียบเทียบได้กับการใช้สีสันในการเขียนรูปให้ฉูดฉาด ในด้านดนตรีของสมัยนี้ผู้แต่งมักสรรหาเครื่องดนตรีแปลกๆ จากต่างประเทศ เช่น จากอินเดียมาผสมให้มีรสชาติดีขึ้น การประสานเสียงบางครั้งแปร่งๆ ไม่รื่นหูเหมือนสมัยก่อน ก็สามารถจำเอาทำนองเพลงจากทางเอเชียหรือประเทศใกล้เคียงมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับดุริยางค์
7. สมัยคอนเทมพอลารี (Comtempolary ค.ศ.1930-ปัจจุบัน) หรือ Modern Music-Eletronics ตั้งแต่พ.ศ.2473 จนถึงปัจจุบัน ชีวิตของคนปัจจุบันอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ คือได้รู้ ได้เห็นในสิ่งที่แปลกใหม่ เช่น ไอพ่น ยานอวกาศ ดังนั้นนักแต่งเพลงปัจจุบันจึงเปลี่ยนวิธีของการประพันธ์เพลงให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
2. สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (The Renasissance Period ค.ศ.1450-1650) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ.1993-2143 ตรงกับสมัยโคลัมบัสและเชียสเปียร์ ดนตรีในยุคนี้มักจะเป็นการเริ่มร้องหมู่เล็กๆ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ร้องกันในโบสถ์มี 4 แนว คือ โซปราโน อัลโต เทเนอร์และเบสการร้องจะมีออร์แกนหรือขลุ่ยคลอ ดนตรีในสมัยนี้ยังไม่มีโน้ตอ่าน และมักเล่นตามเสียงร้อง
3. สมัยโบราค (BaroQue ค.ศ.1650-1750) ยุคนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ.2143-2293 และนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ได้แก่ บาค ไฮเดิล ในยุคต้นของสมัยโบราคนั้น (พ.ศ.2143-2218) มีเครื่องดนตรีประมาณ 20-30 ชิ้นสลับกันเล่น เพื่อให้มีรสชาติในการฟังเครื่องดนตรีในการคลอเสียงร้อง เช่นลิ้วท์ ขลุ่ย ต่อมาได้วิวัฒนาการใช้เครื่องสายมากขึ้น เพื่อประกอบการเต้นรำ รวมทั้งเครื่องลมไม้ด้วย ซึ่งในสมัยนี้ผู้อำนวยเพลงจะเล่นฮาร์พซิคอร์ด
4. สมัยคลาสสิค (Classical Period ค.ศ.1750-1825) ตั้งแต่พ.ศ.2293-2368 สมัยนี้ตรงกับการปฏิวัติและปฏิรูปในอเมริกา ไฮเดิลเป็นผู้ริเริ่มในการแต่งเพลงคลาสสิค การแต่งเพลงในยุคนี้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของคีตกวี ที่จะเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับลีลาและโอกาสตามอารมณ์ของดนตรี เช่น ดนตรีลักษณะหวานก็ใช้ไวโอลิน ถ้าแสดงความองอาจกล้าหาญก็ใช้แตรทรัมเปต และถ้ามีการเดี่ยวเครื่องดนตรีต้องศึกษาและเล่นให้ถูกต้องตามแบบแผน เพราะดนตรีในยุคนี้จะเริ่มเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น
5. สมัยโรแมนติก (Romantic Period ค.ศ. 1825-1900) พ.ศ.2368-2443 สมัยนี้ตรงกับสมัยนโปเ้ลียนในฝรั่งเศส เพลงในสมัยนี้ผิดไปจากเพลงในสมัยก่อนๆ คือ เมื่อก่อนเริ่มแรกเกี่ยวกับศาสนา ต่อมาเริ่มมีการเลือกใช้เครื่องดนตรี และพอมาถึงสมัยนี้จะแต่งตามจุดประสงค์ ตามอารมณ์ของคีตกวี โดยเฉพาะในยุคนี้แต่ละประเทศในยุโรปจะมีความนิยมไม่เหมือนกัน เช่น ลักษณะของเพลงร้อง เพลงประกอบละคร เพลงเต้นรำแบบวอลท์ ซึ่งมักจะเป็นไปตามความคิดของคีตกวีและความนิยมส่วนใหญ่
6. สมัยอิมเพรสชั่นนิสซึม (Impressionism ค.ศ.1850-1930) พ.ศ.2393-2473 เป็นสมัยแห่งการใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยดัดแปลกความดั้งเดิมจากสมัยโรแมนติกให้แปลกออกไปตามจินตนาการของผู้แต่ง เปรียบเทียบได้กับการใช้สีสันในการเขียนรูปให้ฉูดฉาด ในด้านดนตรีของสมัยนี้ผู้แต่งมักสรรหาเครื่องดนตรีแปลกๆ จากต่างประเทศ เช่น จากอินเดียมาผสมให้มีรสชาติดีขึ้น การประสานเสียงบางครั้งแปร่งๆ ไม่รื่นหูเหมือนสมัยก่อน ก็สามารถจำเอาทำนองเพลงจากทางเอเชียหรือประเทศใกล้เคียงมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับดุริยางค์
7. สมัยคอนเทมพอลารี (Comtempolary ค.ศ.1930-ปัจจุบัน) หรือ Modern Music-Eletronics ตั้งแต่พ.ศ.2473 จนถึงปัจจุบัน ชีวิตของคนปัจจุบันอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ คือได้รู้ ได้เห็นในสิ่งที่แปลกใหม่ เช่น ไอพ่น ยานอวกาศ ดังนั้นนักแต่งเพลงปัจจุบันจึงเปลี่ยนวิธีของการประพันธ์เพลงให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551
บำบัดความเครียด.......... สมาธิบำบัด

ผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำสมาธิ
การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด สมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่ง แต่มีสติ หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบทั้งหลาย เมื่อเราทำสมาธิจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะจะมี Hormoneชื่อ Endorphins หลั่งออกมาในขณะที่จิตใจสงบนิ่ง ฮอร์โมน Adrenaline จากต่อมหมวกไต ก็จะหยุดหลั่ง และในขณะนั้นเองเมื่อจิตสงบสมองส่วน Hypothalamus จะสั่งให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานของเราก็จะสร้างเพิ่มขึ้นหลังจากถูกยับยั้งด้วยฮอร์โมนความเครียด การทำสมาธินี้ดีมาก มาก สำหรับคนที่กำลังบำบัดมะเร็งเพราะ เมื่อภูมิต้านทานกระเตื้องขึ้นการกำจัดcell มะเร็งก็จะเป็นไปตามที่ต้องการ
ท่าที่สบายที่สุด
จะนั่งขัดสมาธิหรือจะนอนหงายวางแขนไว้ข้างตัวก็ได้ ให้เป็นท่าที่เรารู้สึกสบายตัวที่สุด แล้วก็เลือกสถานที่ที่เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป อุณหภูมิในห้องสบาย ๆหลับตาลงจะได้ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก จิตจะได้สงบง่ายขึ้น แล้วเริ่มด้วยการกำหนดลมหายใจโดยสูดหายใจเข้าช้า ๆ ให้ท้องพอง หายใจออกช้า ๆให้ท้องแฟบ สัก 3 ครั้ง ให้สังเกตลมที่ผ่านเข้าออกทางจมูกว่ากระทบถูกอะไรบ้าง
จากนั้นให้หายใจให้สบาย กำหนดจิตของตนไปรับรู้ลมหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้รับรู้เฉย ๆ ถ้าจิตมันจะวอกแวกนึกนั่นนึกนี่ แว่บไปหาเพื่อนคนโน้นคนนี้ นึกห่วงงานที่นั่นที่นี่บ้างก็ดึงสมาธิกลับมาอยู่กับลมหายใจ แรก ๆ อาจทำยากมาก เหมือนเราหัดเดินตั้งไข่ครั้งแรก ล้มบ้าง ลุกบ้างแต่ถ้าพยายามเข้าในที่สุดเราก็จะเดินได้การทำสมาธิก็เช่นกัน ถ้าเราพยายามขยันดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะเชื่อง และเริ่มนิ่ง เมื่อเข้าถึงสมาธิก็จะได้ความรู้สึกปีติรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะ ฮอร์โมนEndorphins หลั่งออกมา และ ฮอร์โมนความเครียด Adrenaline ที่ต่อมหมวกไตก็จะหยุดหลั่งออกมา และเมื่อเข้าสมาธิได้แล้วก็ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่า 15 นาที
จากนั้นให้หายใจให้สบาย กำหนดจิตของตนไปรับรู้ลมหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้รับรู้เฉย ๆ ถ้าจิตมันจะวอกแวกนึกนั่นนึกนี่ แว่บไปหาเพื่อนคนโน้นคนนี้ นึกห่วงงานที่นั่นที่นี่บ้างก็ดึงสมาธิกลับมาอยู่กับลมหายใจ แรก ๆ อาจทำยากมาก เหมือนเราหัดเดินตั้งไข่ครั้งแรก ล้มบ้าง ลุกบ้างแต่ถ้าพยายามเข้าในที่สุดเราก็จะเดินได้การทำสมาธิก็เช่นกัน ถ้าเราพยายามขยันดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะเชื่อง และเริ่มนิ่ง เมื่อเข้าถึงสมาธิก็จะได้ความรู้สึกปีติรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะ ฮอร์โมนEndorphins หลั่งออกมา และ ฮอร์โมนความเครียด Adrenaline ที่ต่อมหมวกไตก็จะหยุดหลั่งออกมา และเมื่อเข้าสมาธิได้แล้วก็ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่า 15 นาที
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)